Home | Contact us | Site Map
ข่าว ผลิตภัณฑ์ใหม่ ทดสอบผลิตภัณฑ์ บทความเทคนิค ดูหนัง/ฟังเพลง รถเด่น นานาสาระ แนะนำร้าน
 
หน้าหลัก > สัมภาษณ์พิเศษ  > เปิดใจ...อนันต์ ลักษมีการค้า Sound Engineer of Mobile Electronic คน “เบื้องหลัง” ของวงการเครื่องเสียงรถยนต์
เปิดใจ...อนันต์ ลักษมีการค้า Sound Engineer of Mobile Electronic คน “เบื้องหลัง” ของวงการเครื่องเสียงรถยนต์
ส่งบทความนี้ต่อ พิมพ์หน้านี้
 

อาจารย์อนันต์ ลักษมีการค้า...ชื่อนี้อาจไม่เป็นที่มักคุ้นเท่าไรนักกับคนทั่วๆไป แต่ถ้าเป็นในแวดวงเครื่องเสียงรถยนต์ โดยเฉพาะกับวงการแข่งขัน และร้านติดตั้ง...ชื่อนี้จะรู้จักมักคุ้นกันดี เพราะเจ้าของร้านติดตั้งชื่อดังรุ่นใหม่ๆ ส่วนใหญ่จะผ่านการเป็นศิษยานุศษย์ของอ.อนันต์มาทั้งนั้น...อ.อนันต์เป็นใครมาจากไหน Car Audeio.Net มีคำตอบให้ครับ
 
อ.อนันต์ เริ่มสนใจเครื่องเสียงเครื่องเสียงมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยม ในช่วงแรกๆนั้น จะหนักไปทางเครื่องเสียงบ้าน และถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ก็จะไปตระเวนแถวบ้านหม้อ เดินหาซื้ออุปกรณ์ต่างๆเพื่อมาประกอบชุดเครื่องเสียงฟังเอง
 
.....ผมจะซื้อชุดคิทลำโพงมาประกอบเอง ทุกอย่างผมจะซื้ออุปกรณ์มาประกอบเองหมด ทั้งปรีแอมป์ เพาเวอร์แอมป์ และลำโพง.....
 
อ.อนันต์เล่าต่อไปว่า ในช่วงเรียนมัธยมจนถึงขั้นมหาวิทยาลัย จะเล่นเครื่องเสียงแบบประกอบเองทุกอย่าง ไม่พอใจก็รื้ออก หาของที่ดีกว่ามาใส่แทน รื้อเข้า-รื้อออกอยู่อย่างนี้มาตลอด จนรู้ทะลุปรุโปร่งว่าเครื่องเสียงแต่ละอย่างมีอุปกรณ์ภายในอะไร แต่ละตัวทำหน้าที่อะไร...แม้กระทั่งเรียนจบบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยสยาม ออกมาทำธุรกิจมีเงินเดือนเงินดาวน์ที่พอจะซื้อเครื่องเสียงบ้านดีๆมาฟัง แต่ทุกชุดที่ซื้อมาฟัง ก็จะผ่านกรรมวิธี อีช่างรื้อ ของอ.อนันต์ และเพิ่มเติมอุปกรณ์บางตัวที่ดีกว่าเข้าไป และเป็นอยู่อย่างนี้มาโดยตลอด
 
ก้าวเข้าสู่วงการเครื่องเสียง
 
ในช่วงที่ทำงานด้านธุรกิจส่วนตัว อ.อนันต์ได้ถูกชักชวนจากคนที่รู้จักกันให้เข้ามาเขียนเรื่องเครื่องเสียงในนิตยสาร Car Stereo Reviews ซึ่งเป็นนิตยสารเครื่องเสียงรถยนต์ที่ทำออกมาวางขายเป็นฉบับแรกของเมืองไทย โดยรับผิดชอบในการทดสอบเครื่องเสียงบ้าน
 
.....ผมเริ่มจากเครื่องเสียงบ้านก่อน ไปฟังเครื่องเสียงบ้านตามโชว์รูมต่างๆ ฟังเครื่องเสียงไฮ-เอนด์ ฟังลำโพงไฮ-เอนด์ แล้วนำมาเขียนลงใน Car Stereo Reviews ซึ่งในตอนนั้นจะมีเครื่องเสียงบ้านเป็นซัพพลีเมนต์แทรกอยู่.....
 
เขียนเรื่องเครื่องเสียงบ้านอยู่พักหนึ่ง ก็ถูกเพิ่มหน้าที่ให้เขียนเรื่องเครื่องเสียงรถยนต์ควบคู่เข้าไปด้วย โดยรับผิดชอบในคอลัมน์รถเด่น ซึ่งการเข้ามารับผิดชอบในส่วนนี้ ทำให้อ.อนันต์ได้คลุกคลีกับร้านประดับยนต์และร้านติดตั้งเครื่องเสียงรถยนต์มากขึ้น บวกกับประสบการณ์ที่เล่นเครื่องเสียงบ้านมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม และการค้นคว้าศาสตร์ของเสียงด้วยตัวเอง ก็ทำให้อ.อนันต์เริ่มมองเห็นว่า ยังมีความรู้และเทคนิคอีกหลายๆอย่างที่ช่างติดตั้งเครื่องเสียงบ้านเรายังไม่รู้หรือยังใช้ไม่ถูกต้อง
 
.....ประจวบเหมาะกับในช่วงนั้น ทางผู้บริหารของ CSR มีโปรเจ็คท์ที่จะเปิดสอนหลักสูตรซาวด์เอ็นจิเนียร์ เป็นหลักสูตรที่สอนให้เป็นช่างติดตั้งเครื่องเสียงในรถยนต์ และผมก็เป็นส่วนหนึ่งของทีมสอน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมมาสอนเรื่องเครื่องเสียงในรถยนต์.....
 
ความเห็นไม่ตรงกัน...แยกวงดีกว่า!
 
พอเริ่มสอนได้ไม่นานอ.อนันต์ ก็เริ่มมีแนวความคิดที่ไม่ตรงกันกับผู้ก่อตั้ง เพราะความมี จรรยาบรรณ ในการสอน ไม่เห็นแก่ตัวและเห็นแก่ได้ อ.อนันต์มองเห็นว่าเวลาเรียนต่อคอร์สเพียงแค่ 3-4  วัน และหลักสูตรที่บรรจุมา มันมีเนื้อหาสาระไม่เพียงพอที่จะสร้างใครสักคนหนึ่งให้มีความรู้พอที่จะไปประกอบอาชีพได้
 
.....เวลาแค่ 3-4 วัน มันไม่พอหรอก ผมก็มีความคิดว่าน่าจะขยายเวลาและหลักสูตรให้ยาวกว่านี้ ให้มากกว่านี้ แต่ความคิดของเขามันไม่ใช่ เขาว่าแค่นี้ก็พอแล้ว รีบๆสอน รีบๆเก็บตังค์ มันไม่ใช่จรรยาบรรณของคนที่จะมีอาชีพเป็นครูสอนคนได้.....
 
เมื่อคนหนึ่งมี จรรยาบรรณ แต่อีกคนมี จรรยาบอด คงร่วมงานกันได้ยาก และอ.อนันต์มานั่งไตร่ตรองลองคิดดู ถ้าขืนดันทุรังร่วมงานต่อไปก็มีแต่เปลืองตัว ถ้าถอนตัวเสียตอนที่ยังไม่สาย น่าจะดีกว่าที่จะถลำลึกดิ่งลงเหวไปมากกว่านี้ ดังนั้นอ.อนันต์จึงขอแยกวงออกมาตั้งสถาบันของตัวเอง
 
.....ผมสอนอยู่ได้ 2 คอร์ส เมื่อความเห็นไม่ตรงกันผมก็ขอถอนตัว และออกมาเปิดสถาบันสอนเป็นของตัวเอง ชื่อสถาบัน I.I.T. โดยนำเนื้อหาของสถาบัน MAE ในอเมริกามาประยุกต์ใช้ และเพิ่มหลักสูตร เพิ่มเนื้อหา และเพิ่มเวลาการสอนให้มากขึ้น วิชาไหนที่ควรมีก็เพิ่มเข้าไป รวมทั้งเพิ่มภาคปฏิบัติเข้าไปด้วย.....
 
อ.อนันต์เสริมต่อไปว่า สมัยสอนอยู่ที่เดิมจะสอนแต่ภาคทฤษฎีเพียงอย่างเดียว ไม่มีภาคปฏิบัติให้ผู้มาเรียนได้ลองเรียนรู้และลงมือทำกันแบบจริงๆแต่อย่างใด
 
.....ในการที่จะสอนใครให้เป็นจริง สอนแค่ทฤษฎีอย่างเดียวมันเป็นไปไม่ได้ ผมก็เลยเพิ่มหลักสูตรในเชิงปฏิบัติเข้าไปด้วย มีการติดตั้งจริง มีการต่อเครื่องเสียงจริง มีการตัดไม้ตีตู้ ทุกอย่างของจริงหมด สอนให้คนไปประกอบอาชีพได้ มันต้องครบสูตรทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ.....
 
และทั้งหมดของความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน ก็ถูกนำมาบรรจุไว้ในสถาบัน I.I.T. ของอ.อนันต์เอง และถูกตอบรับจากผู้สนใจเข้ามาเรียนจากรุ่นสู่รุ่น จนมาถึงในปัจจุบันที่ยังมีการเปิดสอนอยู่อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันสถาบันริเริ่มที่อ.อนันต์เคยมีส่วนร่วมในการสอน ก็เก็บฉากเป็นลิเกลาโรงไปตั้งนานแล้ว...นี่ก็เป็นบทพิสูจน์อีกข้อหนึ่งว่า การทำอะไรก็ตามถ้าตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมี จรรยาบรรณ มันก็ไม่เจ๊งหรอกครับ!
 
ถูกตอบรับ และได้รับความเชื่อถือ
 
เมื่อมาเปิดสถาบัน I.I.T. เป็นของตัวเอง ก็ถูกตอบรับจากผู้สนใจเข้ามาเรียนจากรุ่นสู่รุ่น จนมาถึงทุกวันนี้ก็ปาเข้าไป 60 กว่ารุ่นแล้ว นอกจากนั้นอ.อนันต์ยังถูกยอมรับเชื่อถือจากบริษัทผู้นำเข้าเชื้อเชิญให้เข้าไปเป็นที่ปรึกษา อาทิเช่นบริษัท โรเบิร์ต บ๊อช ตัวแทนจำหน่าย Bluapunkt เป็นต้น
 
.....ผมเปิดสอนได้ประมาณสองปี ทาง Bluapunkt ก็เชิญผมไปเป็นที่ปรึกษาของบริษัท และส่งผมไปอบรมศึกษาดูงานที่ Blaupunkt ในประเทศมาเลเซีย 15 วัน คือที่มาเลเซียจะเป็นศูนย์ใหญ่ในภาคพื้นเอเชียทั้งหมด ผมไปในปี 1994 ได้เรียนรู้เทคโนโลยี่ชั้นสูงของ Blaupunkt มาเยอะ.....
 
ในการไปศึกษาดูงานกับ Blaupunkt ในมาเลเซีย อ.อนันต์ขยายความว่า จะมีเจ้าหน้าที่เทคนิคของ Blaupunkt จากประเทศเยอรมันมาอบรมเกี่ยวกับมัลติมีเดีย และการเดินด้วยไฟเบอร์ ออฟติคทั้งคัน ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีใครสนใจในเรื่องนี้กันมากนัก
 
.....คือในรถจะมีทุกอย่างตั้งแต่เนวิเกเตอร์ ระบบของโทรศัพท์ ระบบของทีวี ระบบของเครื่องเสียง และทุกอย่างจะต่อด้วยไฟเบอร์ ออฟติค ซึ่งในตอนนั้นเครื่องเสียงรถยนต์ยังไม่มีใครทำกันเลย.....
 
หลังจากอบรมกลับมาถึงเมืองไทย ความรู้ที่ได้มาถูกเก็บเข้าลิ้นชักทั้งหมด และเก็บไว้อย่างนั้นนานกว่า ปี ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นประโยชน์เลย
 
.....มันฟ้องให้รู้ว่าเทคโนโลยี่ของเยอรมันไปไกลแล้ว เขาสามารถนำเอามัลติมีเดียทุกอย่างมารวมไว้ในรถคันเดียวได้ เป็นไฟเบอร์ ออฟติค รถทั้งคันไม่มี RCA ไม่มีสายสัญญาณ พอกลับมาถึงมีความรู้สึกว่า เอ๊ะ!เราไปเรียนเอาเทคโนโลยี่ล้ำหน้ามาเยอะเลย แต่สามปีในเมืองไทยไม่ได้ใช้เลย จนกระทั่งค่อยๆมีเครื่องเสียงบางรุ่นเริ่มมีไฟเบอร์ ออฟติค แล้วก็มี GPS ตามเข้ามา แต่เรื่องเหล่านี้เราได้ไปเรียนรู้ล่วงหน้ามาสามปีแล้ว.....
 
นำโปรแกรมออกแบบตู้ซับฯมาใช้
 
หลังจากนั้นไม่นาน อ.อนันต์ก็พัฒนาหลักสูตรการสอน-การเรียนเสียใหม่ โดยเฉพาะเนื้อหาในเชิงทฤษฎีว่าด้วยเรื่อง การออกแบบตู้ซับวูฟเฟอร์ ซึ่งก่อนหน้านั้นการออกแบบตู้ซับวูฟเฟอร์ตามหลักสูตรของสถาบัน MAE จะคำนวณด้วยการใช้เครื่องคิดเลข
 
.....เขามีสูตรมาให้ จะตีตู้ปิดหรือตู้เปิด ก็ใส่ค่าพารามิเตอร์ลงไป แล้วจิ้มด้วยเครื่องคิดเลข เราก็ได้ปริมาตรตู้ รู้ความถี่เสียง แต่เราไม่เห็นเสียงว่าเป็นอย่างไร จนกระทั่งผมได้โปรแกรมออกแบบตู้ซับวูฟเฟอร์ นั่นเป็นครั้งแรกที่มีการนำเอาซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์มาใช้ในการออกแบบตู้ซับฯ ผมเป็นคนแรกที่นำโปรแกรมนี้มาใช้งาน.....
 
อ.อนันต์อธิบายเพิ่มเติมว่า โปรแกรมนี้จะบอกให้รู้ว่า การออกแบบตู้ลำโพงสักใบ เราสามารถที่จะรู้แนวเสียงของลำโพงตัวนั้นโดยที่ยังไม่ต้องฟังเสียง ขอเพียงให้เรามีค่าพารามิเตอร์ป้อนใส่ซอฟท์แวร์ลงไป โปรแกรมจะเป็นตัวช่วยนำทางให้เราได้รู้ว่า ลำโพงตัวนั้นควรสร้างเป็นตู้อะไรดี ควรจะเป็นตู้เปิดหรือตู้ปิด
 
.....เราสามารถกำหนดแนวเสียงได้เลยว่า ถ้าอยากได้แนวเสียงนุ่มลึก คุณจะต้องตีตู้ขนาดไหน จะมีกราฟโชว์ออกมาให้เราเห็นว่า กราฟขนาดนี้ ลงความถี่ขนาดนี้ แสดงว่าแนวเสียงนุ่มลึก ถ้ากราฟโดดมาขนาดนี้ สูงขนาดนี้ แสดงว่าหนักกระชับ เพราะฉะนั้นเราจะรู้แนวเสียงตั้งแต่อยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยไม่ต้องไปลงือตีตู้เลย....."
 
อ.อนันต์กล่าวต่อไปว่า การออกแบบตู้ลำโพงในสมัยก่อน กว่าจะรู้แนวเสียงของลำโพง ก็หลังจากตีตู้เสร็จ เอาลำโพงลงตู้ แล้วก็ฟังจริง ถ้าไม่ดีก็ต้องทุบตู้ทิ้ง และต้องตีตู้ขึ้นมาใหม่ แต่การใช้ซอฟท์แวร์นี้ จะสามารถรู้แนวเสียงโดยที่ไม่ต้องลงมือตีตู้ เพียงแต่ต้องเข้าใจลักษณะของกราฟว่า ความถี่ขนาดนี้ เสียงที่ได้มาเป็นอย่างไร
 
.....เราสามารถกำหนดแนวเสียงได้เลย ไม่ว่าจะเป็นแบบ Sound Quality หรือเน้นความดังแบบ SPL เรารู้ค่าความดังของซับฯ โดยไม่ต้องวัด เป็นการนำเอาเทคโนโลยี่ดีๆของเมืองนอกมาใช้งานให้ถูก นี่คือการนำเอาโปรแกรมนี้มาถ่ายทอดเป็นหลักสูตร จะเห็นได้ว่าลูกศิษย์ที่จบๆกันไป แล้วไปเปิดร้านติดตั้งทำรถเข้าแข่งขันในสนามต่างๆ ก็ได้เอาโปรแกรมนี้มาใช้งาน ก็ประสบความสำเร็จทั้ง SQ และ SPL.....
 
ตามมาด้วย การออกแบบวงจรพาสสีฟ
ออกแบบขนาดของสาย และหาค่าของฟิวส์
 
หลังจากนั้นไม่นาน อ.อนันต์ ก็เริ่มนำการออกแบบวงจรพาสสีฟ เนทเวิร์คในรถยนต์ ซึ่งเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกัน มาบรรจุไว้ในหลักสูตรการสอน
 
.....ความจริงการออกแบบพาสสีฟ จะใช้เครื่องคิดเลขก็ได้ แต่มันคงไม่สะดวกเหมือนใช้โปรแกรมซอฟท์แวร์ เพราะคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน  นอกจากจะนำมาใช้ในการออกแบบตู้ซับฯแล้ว ถ้านำมาใช้ในการออกแบบพาสสีฟ มันก็จะทำให้สะดวกยิ่งขึ้น.....
 
ในความสะดวกนี้ อ.อนันต์อธิบายว่า เราสามารถกำหนดรูปแบบวงจร รูปแบบออร์เดอร์ รวมทั้งช่วยคำนวณหาค่าอุปกรณ์ในการโมดิฟายลำโพง คือลำโพงตัวไหนไม่ดี ก็สามารถโมดิฟายให้มันดีขัน หรือลำโพงที่ดีอยู่แล้ว ก็ทำให้มันดียิ่งขึ้นไปอีก
 
.....นี่ก็เป็นอีกหลักสูตรหนึ่งที่ผมบรรจุไว้ในหลักสูตรการสอนการเรียน และอีกโปรแกรมหนึ่งก็คือ การออกแบบขนาดของสายและการหาค่าของฟิวส์.....
 
สำหรับโปรแกรมการออกแบบขนาดของสาย และการหาค่าของฟิวส์ อ.อนันต์จะเขียนขึ้นมาเอง โดยนำเอาตารางการคำนวณมาเขียนเป็นโปรแกรมสำเร็จรูป และสามารถบอกค่าต่างๆออกมาได้ถูกต้อง ซึ่งอ.อนันต์ยกตัวอย่างขึ้นมาว่า ในชุดเครื่องเสียงชุดหนึ่งใส่เพาเวอร์แอมป์ไว้กี่ตัว แต่ละตัวเป็นคลาสส์อะไร วัตต์เท่าไร จากนั้นก็ป้อนค่าวัตต์ลงไป ป้อนค่า Class ของเพาเวอร์แอมป์ลงไป ก็จะรู้เลยว่า เพาเวอร์แอมป์ทั้งหมดกินกระแสกี่แอมป์ จะต้องใช้ฟิวส์ค่าเท่าไร
 
.....แอมป์แต่ละตัวกินกระแสขนาดนี้ ต้องใช้สายไฟเบอร์อะไร ต้องใช้ฟิวส์ค่าเท่าไร เมื่อนำมาใช้งานอย่างถูกขนาด มันก็จะมีความปอดภัย เป็นหลักสูตรที่ผมพัฒนาขึ้นมาเป็นซอฟท์แวร์ทั้งหมด.....
 
พัฒนามาเป็น RTA
 
หลังจากนั้นไม่นาน อฬอนันต์ก็เริ่มพัฒนาการใช้คอมพิวเตอร์ให้ครอบคลุมมากกว่านี้ นั่นก็คือเริ่มเข้าสู่การใช้โปรแกรม RTA
 
.....ผมก็เป็นคนเริ่มนำโปรแกรม RTA เข้ามา RTA ก็คือเครื่องมือวิเคราะห์ความถี่เสียง ก็ถูกบรรจุอยู่ในคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกัน จะเห็นได้ว่าโน๊ตบุ๊ค หรือ PC บ้านก็แล้วแต่ ผมจะทำให้คอมพิวเตอร์เพียงตัวเดียวเป็นผู้ช่วยของคุณได้ทั้งหมด การทำงานเครื่องเสียงในรถยน์ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์หลายตัว มันควรจบที่คอมพิวเตอร์เพียงตัวเดียว.....
 
อ.อนันต์บอกว่า ในโลกของเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์ มันทำอะไรได้มากมาย เป็นทั้งผังข้อมูลอุปกรณ์เครื่องเสียงต่างๆ เป็นทั้งเครื่องมือวัด เป็นทั้งเครื่องมือวิเคราะห์เสียง ดังนั้นโปรแกรม RTA จึงถูกนำมาบรรจุไว้ในหลักสูตรการสอนของสถาบัน I.I.T.
 
.....แทนที่จะไปซื้อเครื่อง Audio Control เครื่องละเป็นแสน พอแปลงสภาพมาเป็นซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ มันถูกกว่า Audio Control ถึง 5 เท่า และในโปรแกรม RTA มันก็ไม่ใช่แค่เป็นตัวอนาไลซ์เสียงแต่เพียงอย่างเดียว มันเป็น Scope ในตัวด้วย.....
 
อ.อนันต์กล่าวต่อไปว่า ในวงการร้านติดตั้ง  เริ่มหันมาให้ความสำคัญในการทำเลเวล แมทชิ่ง ซึ่งก็ต้องอาศัย Scope ลำพังเครื่อง Scope ตัวเดียวราคาก็ไม่หนี 25,000-30,000 บาทไปไหน แต่ในโปรแกรม RTA นอกจากจะได้ซอฟท์แวร์ที่เป็นเครื่องวิเคราะห์เสียงแล้ว ยังสามารถทำ Scope ได้อีกด้วย
 
.....ราคาก็ถูกกว่ากันมาก แต่ถ้าเป็นเครื่อง Scope บวกกับ Audio Control ก็ไม่ต่ำกว่า 150,000 แต่ของผมจะจบอยู่ที่ 20,000 บาท จะได้ทั้ง RTA และ Scope การทำงานด้านเครื่องเสียงรถยนต์ ไม่จำเป็นต้องไปลงทุนกับของแพงๆ เพียงแต่เราใช้ซอฟท์แวร์ดีๆ มีความเที่ยงตรง ก็สามารถได้ของมีคุณภาพสูง แต่มีราคาถูกมาช่วยในการทำงานขงเราอย่างได้ผล.....
 
หลักสูตรครบเครื่อง รวมทั้งงานติดตั้ง
 
นอกจากการสอนทางด้านทฤษฎีและเทคนิคต่างๆแล้ว ในส่วนของงนออกแบบติดตั้ง อ.อนันต์ก็จะมีบรรจุไว้ในหลักสูตรการสอนเช่นเดียวกัน โดยอ.อนันต์จะมีภาพ และวีดีโอเกี่ยวกับรูปแบบงานติดตั้งของรถระดับแชมป์ในต่างประเทศ ทั้งในอเมริกา, ยุโรป และญี่ปุ่น ไว้ให้ลูกศิษย์ได้ศึกษา จะมีทั้งงานไม้ งานหนัง งานอะคีลิค งานไฟเบอร์กลาสส์ หรืองานแปลกๆใหม่ไว้ให้ศึกษาอย่างครบครัน
 
.....เราจะมีข้อมูลรูปแบบการติดตั้งไว้ให้ลูกศิษย์ได้ศึกษา อย่างน้อยๆก็ได้เป็นไอเดีย ได้แก้ไขปัญหาอย่างถูกทาง อย่างเช่นรถที่มีหน้ากากติดตั้งวิทยุได้ตัวเดียว อยากจะแปลงเป็นสองชิ้น เพื่อติดทีวี 2 DIN จะต้องถอดมาดัดแปลงอย่างไรให้กลายเป็น 2 DIN การตกแต่ง การพ่นสี หรือการใส่ลวดลาย  ผมจะมีไว้ซัพพอร์ทลูกศิษย์ เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการทำงานออกแบบติดตั้ง.....
 
อ.อนันต์เสริมว่า ในการทำงานหลายๆชิ้น ถ้ามีตัวอย่างไว้เป็นไกด์ไลน์ แล้วนำไปประยุกต์ ก็จะช่วยให้งานออกมาลงตัวและสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
 
.....อย่าเรียกว่าเป็นการก็อปปี้ เรียกว่าเป็นไกด์ดีกว่า คนเราจะทำอะไรสักอย่างถ้ามีต้นแบบอยู่ แล้วเอาต้นแบบไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เหมือนกับยืมเขามาเป็นไอเดีย   มันไม่ได้ลอกเอาของเขามาทั้งหมด.....
 
กว่า 20 ปี ที่เปิดสอนมา
มีลูกศิษย์ลูกหาอยู่เต็มเมือง
 
เมื่อถามถึงระยะเวลาที่เปิดสอนมา ก็ได้รับคำตอบจากอ.อนันต์ว่า เปิดสอนมากว่า 20 ปี สอนไปแล้วกว่า 60 รุ่น และจากฐานข้อมูลอ.อนันต์เปิดเผยว่า มีลูกศิษย์ลูกหาที่จบไปแล้วกว่า 2,000 ราย กระจายอยู่ทั่วประเทศ...และเมื่อถามว่ามีลูกศิษย์ลูกหาคนไหนบ้าง ที่ไปเปิดร้านจนมีชื่อเสียง?
 
.....มีครับ! มีเยอะเลย อย่างที่ฮ๊อทกันจริงๆในตอนนี้ก็มี Hi-Tech Audio จังหวัดกาญจนบุรีของเจ้าเต้า เป็นลูกศิษย์ผมที่กวาดแชมป์มาทุกสถาบันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น IASCA, USACi หรือเป็นสนามแข่งของ ACGC ที่เป็นสนามแข่งโลคัลในนี้ ก็กวาดแชมป์มาแล้ว.....
 
นอกจากนั้นอ.อนันต์ยังเสริมอีกว่า...2 ปีที่ผ่านมา มีการแข่งขัน MAX by USACi ทีม Sound Engineer ที่เป็นการรวมกันขึ้นมาของร้านติดตั้งเครื่องเสียงชั้นนำ ร้านค้า ลงแข่งสนาม MAX จนถึงสนามสุดท้าย MAX by USACi ทางทีมก็กวาดรางวัลทั้ง SQ และ SPL มากว่าครึ่งสนามนั้น กลุ่มทีมแข่งทีมนี้ก็เป็นลูกศิษย์ของอ.อนันต์เช่นเดียวกัน หรือแม้แต่ร้าน อโณทัย แอร์ แอนด์ ซาวด์, ร้านเจี๊ยบฟิล์ม จังหวัดระนอง และร้านอีเล็คตร้า จังหวัดพิษณุโลก ที่ได้รางวัลใหญ่จากสนามนี้ ก็ล้วนแต่เป็นลูกศิษย์ลูกหาของอ,อนันต์ และผ่านการเรียนมาจากสถาบัน I.I.T. มาแล้วทั้งสิ้น
 
.....ส่วนที่ไปสร้างชื่อเสียงในปีที่ผ่านมา ก็มีอยู่สองร้าน คือ ชัยนาท แอร์ แอนด์ ซาวด์ กับ รุ่งเรือง อีเล็คโทรนิคส์ ไปแข่งงาน JBL ปีที่ผ่านมาที่จัดโดยมหาจักร ก็สามารถชนะเลิศเป็นตัวแทนของประเทศไทยไปแข่งที่อเมริกา ทั้งสองร้านนี้ก็เป็นลูกศิษย์ผมเช่นกัน ส่วนสนามที่เป็นโลคัลในประเทศ ลูกศิษย์ลูกหาผมคว้าแชมป์มาเยอะ.....
 
สนามแข่งของ JBL จะจัดให้มีการแข่งขันอยู่ 3 รุ่น ลูกศิษย์อ.อนันต์ลงแข่ง 2 รุ่นคือ ชัยนาท แอร์ แอนด์ ซาวด์ ลงแข่งในรุ่นโอเพ่น และ รุ่งเรือง อีเล็คโทรนิคส์ลงแข่งในรุ่นงบประมาณไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งทั้งสองก็สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ เป็นตัวแทน JBL เมืองไทยไปแข่งที่อเมริกา
 
.....นี่ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า หลักสูตรที่เราสอนไปนั้น เราเดินมาถูกทางแล้ว.....
 
ครับ! ถูกทางและถูกต้องครับ เป็นการ ขายฝีมือ ที่ไม่จำเป็นต้องไป ซื้อมือ ให้เสียเวลา และเสียอนาคตครับ!
 
สถานะของอาจารย์ กับงานแข่งของลูกศิษย์
 
ในฐานะที่เป็นอาจารย์ และลูกศิษย์ลูกหาส่วนใหญ่จะลงแข่งขันเครื่องเสียงรถยนต์ตามรายการใหญ่ๆกันทั้งนั้น แน่นอนว่าในสถานะของความเป็นอาจารย์ ก็ต้องช่วยเหลือดูแลลูกศิษย์อยู่บ้าง ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีคำครหานินทาอยู่บ้าง ถ้างานหนึ่งงานนั้นมีอ.อนันต์เป็นกรรมการตัดสิน...เรื่องนี้ได้รับคำชี้แจงจากอ.อนันต์ว่า
 
.....ถ้าในอีเว้นท์ใหญ่ๆ บรรดาลูกศิษย์มักจะโทรมาถาม เช่นอาจารย์ผมใช้รถแบบนี้ วางชุดเครื่องเสียงอย่างนี้อาจารย์จะมีคอมเมนท์อะไรบ้าง เราก็ให้คำแนะนำเขาไปเพื่อเขาได้ทำการปรบปรุงแก้ไข.....
 
อ.อนันต์เสริมต่อไปว่า ในบางครั้งลูกศิษย์ก็จะถามว่าทำรถมาในลักษณะนี้มีจุดด้อยอย่างไรที่จะต้องแก้ไข หรือต้องปรับแต่งอะไรเพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งอ.อนันต์ก็จะให้คำแนะนำไป แต่อ.อนันต์ย้ำว่าลูกศษย์ทุกคนที่เข้าแข่งขันก็มีทักษะในการปรับแต่งและการฟังที่ดีพอ และไม่จำเป็นที่ตัวอ.อนันต์เองต้องไปลงมือปรับแต่งปรุงเสียงให้แต่อย่างใด
 
.....การให้คำแนะนำลูกศิษย์ผมว่าคงไม่ผิดหรอกนะ อาจารย์ให้คำปรึกษาลูกศิษย์มันเป็นเรื่องธรรมดา เราให้ความรู้พิเศษเพิ่มเติมกับเขา นักแข่งต้องมีโค้ช หน้าที่ของโค้ชคือ ให้คำปรึกษาแนะนำ วางแผนการเล่น  เราไม่ได้ลงไปเล่นเอง.....
 
ถึงไม่ลงไปเล่นเอง แต่ก็มีคนครหานินทา ถ้าการแข่งขันนั้นๆ โค้ชมีหน้าที่เป็นกรรมการอยู่ด้วย อย่างน้อยๆคนแข่งอื่นๆที่ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ก็ต้องคิดไว้ก่อนว่าน่าจะมีการลำเอียง
 
.....ส่วนที่มีบางคนเขาว่าผมลำเอียง ผมไม่เอามาใส่หัวให้รกสมองหรอก คนเราถ้าไม่ยอมรับความจริงมันยากนะที่จะพูดกันรู้เรื่อง คือผู้แพ้ที่ไม่มีน้ำใจนักกีฬา ขอย้ำคำว่าไม่มีน้ำใจนักกีฬา พวกนี้จะไม่ยอมรับในความพ่ายแพ้ จะต้องหาอะไรมาอ้างสารพัด...อย่างลูกศิษย์ผม ผมสอนเขาให้มีความสามารถ เขาไปได้แชมป์ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เรื่องที่เขาหาว่าผมลำเอียงมันเกิดขึ้นในสนาม MAX ซึ่งผมเป็นกรรมการอยู่ด้วย และงานนี้ลูกศิษย์ผมก็ชนะ ก็เลยเป็นที่มาว่าผมลำเอียง เราไปห้ามความคิดของเขไม่ได้ ก็อย่างที่ผมบอกไว้ว่าผมไม่ใส่ใจหรอกเรื่องไร้สาระแบบนี้ มันเป็นเรื่องของคนแพ้ที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ผมถือว่าผมบริสุทธิ์ใจเสียอย่าง แต่สิ่งที่พิสูจน์ได้ก็คือ ในสนามของ JBL ลูกศิษย์ผมคว้าแชมป์มาได้ถึง 2 แชมป์ สนามนั้นผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย ผมไม่ได้เป็นกรรมการ คนเป็นกรรมการคือแชมป์โลก USACi ลูกศิษย์ผมชนะ หรือการแข่งโลคัลของ ACGC แต่ละสนามลูกศิษย์ผมลงแข่ง ถ้าไม่คว้าที่หนึ่ง ก็ได้ที่สอง ผมก็ไม่ได้เป็นกรรมการ ลูกศิษย์ผมก็ชนะ นั่นเป็นผลงานลูกศิษย์ผมที่เขาได้รับความรู้ที่ถูกต้อง แล้วเขาถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาอย่างถูกต้องออกมาอย่างเป็นจริง.....
 
ก็คงจริงอย่างที่อาจารย์พูด เพราะกลุ่มนี้มักจะมีอะไรที่ขำกลิ้งแบบลิงกับหมาให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ ประเภทชนะแล้วเฮ ยกยอปอปั้นตัวเองสารพัด แต่ถ้าแพ้เมื่อไหร่ ไม่โทษกรรมการ ก็ไปโทษเครื่องเสียงเขาว่าไม่ดี ตั้งแต่เจอลำโพง เยื้องศูนย์ ก็เลย เสียศูนย์” มาจนถึงทุกวันนี้
 
ในมุมมองแต่ละสถาบันแข่งขัน
 
นอกจากจะเป็นอาจารย์สอนหลักสูตรเครื่องเสียงรถยนต์ จนมีลูกศิษย์จบออกไปเปิดร้านติดตั้งเครื่องเสียงดังคับประเทศมากมายหลายร้าน อ.อนันต์ยัง สอบผ่าน การเป็นกรรมการและได้รับประกาศนียบัตรของสถาบันการแข่งขันหลักๆของต่างประเทศมาเกือบครบทุกสถาบัน
 
.....ผมผ่านทั้ง IASCA และ USACi ส่วนของ EMMA ผมไม่มีเวลาไปสอบ ผมมองว่าการมีหลายๆสถาบันจัดการแข่งขันมันเป็นข้อดีนะ แต่ละสถาบันมีแนวทางของตัวเองที่ชัดเจน บางสถาบันก็ค่อนข้างจะมีขีดจำกัดของตัวเองอยู่ มีกลุ่มลูกค้าหรืออิมพอร์ตเตอร์เป็นฐานของตัวเอง การมีหลายๆสถาบันและผู้แข่งก็ไม่เกี่ยงที่จะลงแข่งแบบข้ามสถาบัน ผมว่ามันดี เพราะจะได้เรียนรู้ถึงเทคนิคต่างๆ.....
 
อ.อนันต์บอกว่า สำหรับคนแข่งอย่ามองว่ามีคู่แข่งอยู่เฉพาะกลุ่มเดียว คนเรายิ่งเจอคู่แข่งมาก ก็จะยิ่งเพิ่มทักษะให้กับตัวเองมากขึ้น เพราะแต่ละสถาบันมีแนวทางและกฎกติกาที่ต่างกัน หากได้แข่งหลายๆสนามที่มีกติกาต่างกัน นักแข่งก็จะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ เก็บเกี่ยวความรู้และเทคนิคที่แตกต่างกัน
 
.....เช่นสถาบันนี้มีกฎกติกาอย่างนี้ เราจะสามารถจะเอาชนะข้อจำกัดของเขาได้อย่างไร แต่ที่ถามว่าความน่าเชื่อถือของแต่ละสถาบันเป็นอย่างไร ตรงนี้ผมว่าผลงานมันเป็นข้อพิสูจน์ ระยะเวลาจะเป็นเครื่องบอกกล่าวสิ่งที่เขาทำ บุคลากรของเขาจะบอกแนวทางของเขาเอง บุคลากรและทีมเวิร์คที่ก่อตั้งขึ้นมาเป็นสถาบันได้ มันมีความถูกต้องเที่ยงตรงแค่ไหน หากเขาทำได้ถูกต้อง บุคลากรมีความสามารถเป็นที่ยอมรับ เขาย่อมอยู่ได้นาน.....
 
และเมื่อถามในทุกวันนี้อ.อนันต์ เป็นกรรมการตัดสินให้กับสถาบันใดบ้าง และมีความรู้สึกอย่างไรที่บางสถาบันไม่เชิญเข้าไปเป็นกรรมการตัดสิน
 
.....เรื่องเป็นกรรมการหรือไม่ได้เป็นกรรมการ ผมไม่เอามาคิดเป็นสาระสำคัญ ผมยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากทำให้วงการนี้อีกเยอะ จุดประสงค์จริงๆของผมก็คือ ต้องการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถให้ออกไปประกอบอาชีพได้ เมื่อเขาประกอบอาชีพได้ประสบกับความสำเร็จแล้ว ถ้าเขาไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศได้ด้วย นั่นก็คือความภูมิใจลึกๆ.....
 
อย่างกรณีที่ร้านชัยนาท แอร์ แอนด์ ซาวด์ และร้านรุ่งเรือง อีเล็คโทรนิคส์ ได้เป็นตัวแท่น JBL ในเมืองไทยไปแข่งที่อเมริกา หรือร้านไฮ-เทค ออดิโอ ที่ทำลายสถิติโลก SPL และกำลังเตรียมทำรถไปแข่งที่อเมริกา ก็เป็นความภูมิใจลึกๆของอ.อนันต์  เพราะที่กล่าวมาคือลูกศิษย์ของอ.อนันต์ทั้งนั้น
 
 
.....ผมภูมิใจนะ เออ!นี่ลูกศิษย์เรานะ ได้เป็นตัวแทนเมืองไทยไปแข่งระดับใหญ่ๆในต่างประเทศ และผมจะพยายามถ่ายทอดความรู้ที่มีอยู่ ให้กับลูกศิษย์ทั้งหมด รวมทั้งพยายามหาความรู้และเทคโนโลยี่ใหม่ๆที่เป็นประโยชน์มาให้กับวงการละลูกศิษย์ ยังมีลูกศิษย์อีกหลายคนที่ในอนาคตจะโตขึ้นมาเป็นร้านติดตั้งแนวหน้าของเมืองไทย.....
 
งานหลัก...สอนเครื่องเสียง
งานรอง...วิทยากรรับเชิญ/คัดเลือกสินค้า
 
ในปัจจุบันนอกจากจะสอนเรื่องเครื่องสียงรถยนต์ให้กับผู้ที่เข้ามาเรียนในสถาบัน I.I.T. เป็นงานหลักแล้ว อ.อนันต์ยังมีงานรับเชิญจากบริษัทผู้นำเข้าต่างๆ ไปเป็นวิทยากรอบรมทางด้านวิชาการให้กับกลุ่มลูกค้าอยู่อย่างต่อเนื่อง จนแทบไม่มีเวลาพักผ่น
 
.....เขาเชิญผมไปเป็นวิทยากรอบรมทางวิชาการ ให้ไปบรรยายเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมออกแบบตู้ซับวูฟเฟอร์ให้กับลูกค้าของเขาในแต่ละภาค งานอบรมนี้จะมีมาเป็นช่วงๆ เดือนละครั้ง หรือสองเดือนครั้ง และงานอีกอย่างหนึ่งของผมก็คือ การเป็นผู้คัดเลือกสินค้าให้กับอิมปอร์ตเตอร์.....
 
อ.อนันต์บอกว่า ทำหน้าที่คัดเลือกสินค้าให้กับอิมปอร์ตเตอร์มากว่า 20 ปีแล้ว โดยทางอิมปอร์ตเตอร์จะส่งสินค้ามาให้ทดสอบฟังเสียง ยกตัวอย่างการเลือกทำลำโพงสักแบรนด์หนึ่ง ถ้าคุณภาพดีก็เอาไปสร้างเป็นต้นแบบได้เลย แต่ถ้าไม่ดีก็ต้องมีการโมดิฟายใหม่ ซึ่งตรงนี้จะเป็นหน้าที่รับผิดชอบของอ.อนันต์โดยตรง
 
.....อย่างเพาเวอร์แอมป์ ปรีแอมป์ ที่ส่งมาให้เราทดสอบ ถ้าไม่ดีต้องมีการปรับปรุงแก้ไข เราก็จะคอมเมนท์ไปให้ทางเมืองนอกเขาแก้ไข เมื่อแก้ไขเสร็จก็จะถูกส่งกลับมาให้เราทดสอบอีกครั้งหนึ่ง ถ้าผ่านก็ตีตราแบรนด์เนมได้เลย ซึ่งการทำหน้าที่คัดเลือกสินค้ามากว่า 20 ปีนี้ มันทำให้ผมมีทักษะเกี่ยวกับเรื่องสินค้า จนกระทั่งบางครั้งเห็นดอกลำโพง เห็นวัสดุลำโพง ไม่จำเป็นต้องฟังก็รู้ถึงแนวเสียง.....
 
อ.อนันต์เสริมอีกว่ามันจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ บางครั้งเห็นแค่วงจรพาสสีฟ อ.อนันต์ก็พอจะรู้แล้วว่า ลำโพงตัวนี้ต้องแก้ไขอย่างไร ซึ่งทำให้เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือจากอิมปอร์ตเตอร์ ให้เป็นคนคัดเลือกสินค้า ก่อนจะลากยาวไปเป็นผู้ออกแบบเพาเวอร์แอมป์ และปรีแอมป์ในเวลาต่อมา
 
.....ผมมีส่วนเป็นเอ็นจิเนียร์ให้กับทางโรงงาน คือทางโรงงานมีช่างอีเล็คโทรนิคส์ที่ออกแบบวงจรได้เก่ง แต่กับการนำมาใช้งานจริงช่างอีเล็คโทรนิคส์เขาไม่รู้ว่า การทำปรีแอมป์สักตัวมาใช้ในรถยนต์ ปรีแอมป์ควรจะมีบุคลิคอย่างไร ปุ่มในการปรับแต่งควรจะใช้ความถี่เท่าไร ควรจะมีค่า Q ขนาดไหน นั่นคือสิ่งที่ซาวด์เอ็นจิเนียร์อย่างผม ต้องเอาความรู้ตรงนี้ไปผนวกกับความรู้ของช่างอีเล็คโทรนิคส์ เครื่องเสียงรถยนต์ควรออกแบบด้วยช่างอีเล็คโทรนิคส์ควบคู่ไปกับซาวด์เอ็นจิเนียร์ ก็จะได้สินค้าที่เหมาะสมกับการนำมาใช้ในรถยนต์.....
 
ต่อยอดความรู้ให้กับลูกศิษย์
 
นอกจากภาระหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว อ.อนันต์ยังมีงานต่อเนื่องจากหลักสูตรการสอนในสถาบัน I.I.T. ให้กับร้านติดตั้งของลูกศิษย์ หรือร้านติดตั้งอื่นๆที่เชื้อเชิญมา นั่นก็คือการออกไปเทรนนิ่งให้กับร้านติดตั้งโดยตรง ซึ่งอ.อนันต์ถือเป็นการไป ต่อยอด ความรู้ให้กับลูกศิษย์ และเป็นการออกไปให้คำแนะนำที่ถูกต้องกับร้านติดตั้งอื่นๆ
 
.....โดยเฉพาะในช่วงสองปีหลังที่การแข่งขันเครื่องเสียงรถยนต์ได้รับความนิยมอย่างสูง มีหลายร้านที่ติดต่อผมมาโดยตรง เพื่อให้ผมขึ้นไปเทรนนิ่งถึงร้าน ไปสอนถึงเทคนิคในการทำรถแข่ง และเทคนิคในการแข่งขันอ่นๆ.....
 
อ.อนันต์อธิบายว่า ในการทำรถลงแข่งขัน บางครั้งเทคนิคอย่างเดียวมันไม่พอ เพระแต่ละสถาบันกติกาจะไม่เหมือนกัน ผู้เข้าแข่งขันต้องแข่งกับกติกา แข่งกับตัวเอง และถ้าหวังจะเป็นผู้ชนะ จะต้องทำอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎกติกาที่กำหนด
 
.....เราก็ไปแนะนำเขาตรงนี้ เอาเทคโนโลยี่ เอาซอฟท์แวร์ออกแบบตู้ซับฯ การโมดิฟายพาสสีฟ การปรับแต่งที่ถูกต้องไปให้เขา ไปสอนเขาว่าเขาฟังเสียงกันอย่างไร เหมือนกับเป็นการไปต่อยอดความรู้ให้เขา ความรู้และประสบการณ์ในทางปฏิบัติเขามีกันอยู่แล้ว สิ่งที่เขาขาดคือ ไม่มีใครมาต่อยอดความรู้ให้เขา ผมถือเป็นหลักสูตรสั้นๆสำหรับร้านติดตั้งโดยตรง.....
 
ฝากข้อคิดให้กับวงการแข่งขัน
 
ก่อนการสนทนาจะยุติลง อ.อนันต์ก็ฝากข้อคิดไว้ว่า.....ในวงการเครื่องเสียงรถยนต์ ณ เวลานี้ มีการจัดการแข่งขันกันหลายสถาบัน อ.อนันต์อยากจะให้การแข่งขันเป็นไปอย่างมีสปิริต อย่ามานั่งใส่ร้ายโจมตีกัน เพระการแข่งขันคือการพัฒนา...อ.อนันต์ฝากข้อคิดไปถึงนักแข่งว่า ในสนามใหญ่ๆที่จัดโดยสถาบันหลักๆของต่างประเทศ รถที่ลงแข่งขันอาจจะใช้สินค้าราคาแพงๆ ซึ่งร้านเล็กๆคงสู้ไม่ไหว ก็ให้ร้านเล็กลงหาประสบการณ์ในสนามเล็กอื่นๆก่อน ซึ่งในเวลานี้ก็มีจัดขึ้นมาอยู่หลายสำนักด้วยกัน ค่อยๆไต่เต้าขึ้นมา พอมีความสามารถก็ค่อยขึ้นมาสู่สนามใหญ่
 
.....ผมว่าต้องสู้เขาได้ แต่อย่าลืมว่าในการแข่งขันทุกอย่าง ความรู้เป็นเรื่องสำคัญ และจงคิดเสมอว่า ไม่มีใครลงแข่งครั้งแรกแล้วได้แชมป์เลย ทุกคนต้องผ่านการพ่ายแพ้มาก่อน ความพ่ายแพ้จะเป็นประสบการณ์ และทักษะที่จะให้เราก้าวต่อไปเพื่อเป็นผู้ชนะในวันหน้า.....
 
และทั้งหมดนี้คือ เวลากว่า 40 นาทีที่ได้สนทนากับ อาจารย์อนันต์ ลักษมีการค้า ผู้อยู่เบื้องหลังของวงการเครื่องเสียงในรถยนต์...เป็นเจ้าของสถาบัน I.I.T. ที่มีลูกศิษย์ลูกหาอยู่กว่า 2,000 คน...เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของรถแข่งหลายคัน...เป็นผู้ออกแบบ/คัดเลือกสินค้าให้กับอิมปอร์ตเตอร์หลายราย...และพูดได้เลยว่า นี่คือผู้ยืนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคนในแวดวงเครื่องเสียงรถยนต์หลายคน! 

โดย ก. สิวะลึงค์   วันที่ 6-กันยายน-2550

 
 
 
Copyright © 2006 CarAudioOnline.net. All rights reserved