Home | Contact us | Site Map
ข่าว ผลิตภัณฑ์ใหม่ ทดสอบผลิตภัณฑ์ บทความเทคนิค ดูหนัง/ฟังเพลง รถเด่น นานาสาระ แนะนำร้าน
 
หน้าหลัก > ดูหนัง/ฟังเพลง > CROSSROADS
CROSSROADS
ส่งบทความนี้ต่อ พิมพ์หน้านี้
 

 

ภาพยนตร์เรื่อง  : CROSSROADS 
ดาราแสดงนำ  : Ralph Macchio/Joe Seneca/Jami Gertz 
ผู้กำกับ  : Walter Hill 
ระบบเสียง  : English (Dolby Surroud)
คำบรรยาย  :  English/Japanese
ประเภทภาพยนตร์  : Drama

           หนังเรื่องนี้น่าจะตรงสเป็คของมิตรรักนักฟังเพลงบลูส์ เพราะเพลงประกอบทั้งเรื่องจะเป็นเพลงบลูส์ทั้งหมด หนังเรื่องนี้เข้ามาในบ้านเราในรูปของม้วนวีดีโอ แล้วตามมาในตอนหลังด้วยแผ่นเลเซอร์ ดิสค์ไม่ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ทั้งๆที่ในตอนนั้นดารานำคือ Ralph Macchio ก็กำลังดังระเบิดเถิดเทิงจากเรื่อง “The Karate Kid” และ “The Karate Kid Part II” ซึ่งน่าจะเป็น “นางกวัก” เรียกคนดูได้...ถึงแม้จะเป็นแค่หนังแผ่นหรือหนังม้วนก็ตาม แต่ Crossroads ก็เป็นหนังที่นัก “ดูหนัง-ฟังเพลง” ในยุคนั้นพูดถึงกันมาก  เพราะเป็นหนังที่อิงเรื่องดนตรีอยู่ด้วย ถึงแม้เนื้อหาจะไม่เข้มข้นัก แต่ก็ชวนให้ติดตามอยบู่ดี ในหนังเรื่องนี้มีอยู่ฉากหนึ่ง ที่ผู้นำเข้าเครื่องเสียงบ้านหลายราย นำมาเปิดโชว์ “ภาพ” และ “เสียง” เพื่อสนับสนุนการขายสินค้าของตัวเอง เปิดโชว์กันทั้งวัน...ว่างั้นเถอะ!...เพลงประกอบก็เยี่ยม เป็นเพลงบลูส์ (Blues) ที่แต่งและเล่นโดย ไร คูเดอร์ (Ry Cooder)...มือสไลด์ กีตาร์ ที่ในปัจจุบันได้ “แขวนกีตาร์” เดินหน้าหา “มรดกเพลง” มาทำอย่างเดียว...หนังในเรื่องนี้มีเพลงบลูส์ (Blurs) ที่ถือเป็นตัวจุดก่อชนวน จนกลายเป็นเรื่องราว ซึม เศร้า เหงา แฮงก์ ของหนังเรื่องนี้นั่นเทียวเชียวแหละ!

            หนังปูพื้นเรื่องไว้ที่Eugene Martone (รับบทโดย Ralph Macchio) พระเอกของเรื่อง ที่มีวัยเพียง 17 ปี มีฝีมือกีตาร์ที่เกินวัย และกำลังศึกษาเล่าเรียนทางด้านกีตาร์คลาสสิค แต่ทั้งตัวและหัวใจกลับไปสนใจในเพลงบลูส์แทน เวลาเล่นกีตาร์ คลาสสิคหน้าชั้นเรียน ก็มักจะสอดใส่ลูกเล่นและ “ทาง” ของเพลงบลูส์เข้าไปเสมอ จนอาจารย์ผู้สอนต้องเรียกเขาไปอบรมอยู่บ่อยๆ...เหตุการณ์ของเรื่องชวนให้ Eugene ได้ฟังเพลงบลูส์ชุด Crossroads ของ Robert Johnson (นักกีตาร์เดลต้า บลูส์ยุคแรกๆ ที่เป็นอีกหนึ่ง “ต้นแบบ” การเล่นกีตาร์ของอีริค แคลปตัน) และในขณะเดียวกันนั้น Eugene ก็เห็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์พาดหัวว่า...“นักดนตรีถูกยิงตายจากเหตุทะเลาะวิวาท”....เรื่องชวนให้น่าติดตามยิ่งขึ้น เพราะนักดนตรีที่ถูกยิงตายนั้นก็คือ Robert Johnson มือกีตาร์บลูส์ที่แต่งเพลงเอาไว้ 30 เพลง แต่บันทึกเสียงได้แค่ 29 เพลงก็มาถูกยิงตานเสียก่อน (ในเรื่องจริงๆจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า Rpobert Johnson เสียชีวิตเพราะยาเสพติด ไม่ได้ถูกยิงตายเหมือในหนัง)

                ไอ้เพลงที่ 30 นี่แหละ ที่เป็นเรื่องเป็นราวให้หนุ่มน้อย Eugene ตามหา ด้วยความที่อยากรู้ว่า เพลงนี้มันหายไปไหน?...และช่างบังเอิญเสียเหลือเกิน ที่ Eugene ก็ดันมีรูปนักดนตรีที่ได้อัดเสียงร่วมกับ Robert Johnson และนักดนตรีคนนั้นก็คือ Willie Brown (รับบทโดย Joe Seneca) ที่ในเรื่องวางบทให้เป็นนักเป่าฮาร์โมนิก้า “ราชาแห่งเดลต้า บลูส์” เพื่อนสนิทชิดใกล้ของ Robert Johnson นั่นเอง  และ Eugene ก็ค้นคว้าหาข่าวจากในหนังสือพิมพ์ จนในที่สุดกู้ว่ารู้ว่า Willie Brown นอนพักรักษาตัวอยู่ในสถานกักขัง Eastwick Security Rest Home และทางเดียวที่จะรู้ซึ้งถึงเพลงที่ 30 ของ Robert Johnson ที่หายไป ก็ต้องพึ่งพาบารมีของ Willie Brown สถานเดียว

                ดังนั้นเจ้าหนุ่ม Eugene จึงหาทุกวิถีทางที่จะเข้าใกล้ตัว Willie Brown ให้ได้ แม้ว่าจะต้องแลกด้วยการเป็นนักภารโรงทำความสะอาดภายในสถานที่ Eastwick Security Rest Home ก็ตาม...เมื่อได้ถึงตัว Willie Brown ที่เป็นคนพิการเดินไม่ได้ จะลุหินไปไหนต้องใช้รถเข็นช่วย หนุ่ม Eugene ก็พยายามเท้าความถึงเรื่องราวความเป็นมาต่างๆ และถึงขนาดที่รู้ว่า Willie Brown เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Blind Dog Fulton หลังจากที่เพื่อนซี้ Robert Johnson ถูกยิงตาย และเคยทำงานในห้องอัดเสียงร่วมกับ Robert Johnson มาก่อน...แน่นอนว่า Willie Brown ก็ต้องปฏิเสธว่าไปตามระเบียบว่าไม่ใช่ตัวเอง...เอ็งมั่วหรือเปล่าไอ้หนุ่ม! แต่เมื่อถูกหนุ่ม Eugene เซ้าซี้ถามอยู่ทุกวันที่ได้เข้ามาทำความสะอาดในห้อง ผู้เฒ่า Willie Brown ก็ยอมรับว่าเป็นตัวเอง เพราะเริ่มมีแผนที่จะหนีออกจากสถานที่ควบคุมแห่งนี้ ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง โดยให้หนุ่ม Eugene เป็นคนพาหนี และแลกค่าแรงกันด้วยเพลงบลูส์ที่ 30 ของ Robert Johnson ที่หนุ่ม Eugene อยากได้ 

            สำหรับ Willie Brown นั้น เป็นนักเป่าฮาร์โมนิก้า ที่อยากมีชื่อเสียงเหมือนกับ Robert Johnson  ก็เลยมาขาย “วิญญาณ” ให้กับ Legba ผู้มีอิทธิพลทางด้านดนตรีบลูส์ ที่สี่แยกถนนเกรน เมืองฟีวิล ตามคำแนะนำของ Robert Johnson...การขายวิญญาณก็คล้ายๆกับว่า มอบทั้งตัวและหัวใจให้ Lekma เป็นคนจัดการดูแล ก็ครือๆกับคำว่า “ปั้นดินให้เป็นดาว” นั่นแหละ!

            เมื่อถึงวันนัดหมาย เจ้าหนุ่ม Eugene ก็พาผู้เฒ่าหนี ในฉากนี้ก็มีลุ้นอยู่หน่อยๆ ทั้งจากเจ้าหน้าที่ของสถานกักกัน และรถตำรวจที่เปิดไซเรนผ่านมาพอดี แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี คือ Eugene พาผู้เฒ่า Willie Brown หนีออกมาได้ และการพาหนีหนนี้เจ้าหนุ่มก็เลยรู้ว่าผู้เฒ่าแกล้งเป็นคนพิการเดินไม่ได้...ถูกหลอกไปหนึ่งดอกเต็มๆ ทางด้าน Eugene กว่าจะรู้ตัวว่าถูกตาเฒ่า Willie Brown หลอก มันก็หลวมตัวเข้าไปแล้วทั้งร่าง จำเป็นต้องปล่อยเลยตามเลย แต่การที่ได้อยู่กับผู้เฒ่าตลอดเวลา ทำให้ Eugene ได้เรียนรู้รากลึกของเพลงบลูส์ที่กลั่นออกมาจากจิตและวิญญาณอย่างแท้จริงมากขึ้น...เรื่องดำเนินต่อไปให้สองคนสองวัยแรมทางไปเรื่อยๆ และผู้เฒ่าก็ใช้ความแก่ความเก๋าหลอกหนุ่ม Eugene ไปวันๆโดยเอาเพลงที่ 30 มาเป็นตัวล่อใจ...เรื่องดำเนินให้ทั้งสองวัยมาพบกับสาวใจแตกวัย 17 ปี ชื่อ Frances (รับบทโดย Jami Gertz) ที่หนีออกมาจากบ้านเพื่อไปเป็นดาราเต้นรำในบาร์ และทั้งสองก็ได้ Francis สาวใจแตกนี่แหละ ที่อาศัยความสวยผสมรวยความเอ๊าะ โบกรถนำทั้งหมดไปถึงจุดหมายปลายทางที่มิสซิสซิปปี้ ที่ Willie Brown อ้างว่าเป็นแหล่งที่จะได้พบเพลงที่ 30 ของ Robert Johnson ได้...ในระหว่างเสาะหาเพลงที่ 30 ทั้ง Eugene และ Willie Brown ก็หาเงินด้วยการเล่นดนตรีตามข้างถนน โดย Eugene ถอดนาฬิกาขายเพื่อซื้อแอมป์สะพายกับกีตาร์ไฟฟ้าตามคำเสนอแนะของ Willie Brown

ในระหว่างการการเดินทางและการอยู่ใกล้ชิดกันทำให้ Eugene และ Frances มีใจปฏิพัทธ์ต่อกัน...มาถึงตอนนี้และเฟรมนี้ก็คงไม่ต้องบอกนะครับว่า เหตุการณ์จะดำเนินต่อไปอย่างไร

                จากนั้นทั้งสามก็แรมทางกันต่อ จนมาถึงเมืองฟีวิลตามจุดหมายของผู้เฒ่า ข้างฝ่ายพระเอกของเราก็ทวงถามถึงเพลงที่ 30 จนในที่สุด Willie Brown ก็เผยความจริงออกมาว่าไม่มีหรอกไอ้เพลงที่ 30 ถ้าอยากจะได้ก็ต้องแต่งเอง และไม่มีวันเสียหรอกที่รากฝอยคนผิวขาวอย่าง Eugene จะเล่นเพลงบลูส์ของคนผิวดำได้หยั่งลึกถึงรากแก้ว จะค้นหาเพลงที่ 30 ของ Robert Johnson ได้ ก็ต้องค้นหาตัวเองให้พบเสียก่อน พร้อมทั้งเล่าให้ฟังอย่างหมดเปลือกว่า ตัวเองได้มาขายวิญญาณให้กับ Legba ผู้มีอิทธิพลของเพลงบลูส์ ตรงบริเวณครอสส์โรดส์ (ถนนตัดกัน) แต่สิ่งที่ได้มานอกจากชื่อเสียงละความสำเร็จชั่วครู่ชั่วยามแล้ว ชีวิตกลับต้องร่อนเร่พเนจรอยู่ตลอดเวลา เขาต้องติดคุกเพราะไปยิงหัว “คู่ขา” ที่กำลังระเริงรักอยู่กับชายอื่น ดังนั้นเขามาที่นี่ก็เพื่อจะมาซื้อวิญญาณกลับคืน

                แล้วในวันหนึ่ง วันที่ฝนคกปรอยๆ ความเศร้าก็มาเยือน Eugene เมื่อจู่ๆสาวเจ้า Frances กลับตัดสินใจที่จะไปตามทางของตัวเอง ที่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้คือที่แอลเอ เธอไปโดยไม่บอกลา Eugene เพียงแต่บอกผ่านกับ SWillie Brown ไว้ว่าเธอรัก Eugene (รักแล้วหนีไปทำไมวะ)...เมื่อ Eugene ตื่นขึ้นมาและรู้ว่า Frances ได้หนีไปเสียแล้ว ก็ได้แต่เสียใจ และวิ่งฝ่าสายฝนออกไปเผื่อจะได้เจอคนรักอีกสักครั้ง แ ต่เมื่อเจอกับถนนที่ว่างเปล่า ก็ยืนตากฝนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เดินคอตกกลับเข้ามาด้วยเนื้อตัวที่เปียกปอน จับกีตาร์ขึ้นมาเล่นด้วยอารมณ์ที่เหงาเศร้าและปวดร้าว จน Willie Brown ถึงกับรำพึงกับตัวเองว่า

                “.....เมืองมากมาย เพลงมากมี ยามทุกข์ ยามสุข อยากให้ใครๆเห็นว่า เขาเล่นบลูส์ได้ด้วยวิญญาณจริงๆ.....”

                แล้ววันเวลาที่รอคอยก็มาถึง เมื่อ Willie Brown ได้ไปยังถนนตัดกันเพื่อขอซื้อวิญญาณคืนจาก Legba ตามนัดหมายที่ทำเอาไว้ในสัญญา และ Legba ก็ยินยอมคืนวิญญาณให้ ถ้า Willie Brown ดวลกีตาร์แบบตัวต่อตัว วรรคต่อวรรค และล้มมือกีตาร์อเวจีอย่าง Jack Butler (รับบทโดย Steve Vai) เด็กในคาถาลงได้...ถึงตรงนี้เจ้าหนุ่ม Eugene ขออาสาขึ้นดวลแทน เพราะรู้ว่าผู้เฒ่าไม่ใช่มือกีตาร์ ผู้เฒ่า Willie Brown พยายามคัดค้านเพราะรู้ว่ายังไงๆก็สู้ฝีมือที่จัดจ้านของ Jack Butler ไม่ได้ แม้ในส่วนลึกเริ่มยอมรับในความเป็นบลูส์ของ Eugene

แล้ววันดวลกีตาร์ที่มีวิญญาณเป็นเดิมพันก็มาถึง ดวลกันแบบเม็ดต่อเม็ดอย่างมันหยด แต่ละคนงัดเทคนิคออกมาใช้จนหมดไส้หมดพุง เจียนอยู่เจียนไปกันทั้งคู่ ส่วนจุดจบเป็นอย่างไร ผู้เฒ่า Willie Brown จะไถ่ถอนวิญญาณคืนได้หรือไม่ ไปหาดูกันเอาเองก็แล้วกัน แต่ที่หนังทิ้งท้ายเอาไว้ก็คือ Eugene ค้นพบสิ่งที่มีค่ามากกว่าเพลงที่ 30 ที่เฝ้าเพียรค้นหามาโดยตลอด

            หนังเดินเรื่องแบบเรียบง่าย ไม่มีอะไรหวือหวา แต่ก็ชวนให้ติดตามอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะดนตรีประกอบตลอดทั้งเรื่องที่เป็นเพลงบลูส์ ฝีมือของ Ry Cooder จอมฝีมือทางด้านกีตาร์ สไลด์ ก็ชวนให้ติดตามตลอดทั้งเรื่อง...มีหลายๆฉากที่ถ่ายทอดออกมาได้ถึงอารมณ์มาก เช่นฉากที่ Eugene เล่นกีตาร์อย่างเหงาเศร้าเพราะคนรักจากไป ฉากนี้มุมกล้องสวย จัดแสงออกมาดูหม่นๆเข้ากับอารมณ์ของทั้งเด็กหนุ่มและผู้เฒ่าในขณะนั้น เช่นเดียวกับเพลงประกอบที่เล่นกีตาร์ สไลด์อย่างเศร้าสร้อย...ฉากที่เป็น “ไฮ-ไลท์” ของเรื่องจริงๆ ก็คือฉากดวลกีตาร์ระหว่างพระเอกกับ Steve Vai ซึ่งชวนให้ลุ้นระทึกอยู่ตลอดเวลา และเชื่อ 1,000% เลยว่า ฉากดวลระนาดเอกระหว่างเจ้าศรกับขุนอินทร์ในเรื่อง “โหมโรง” มีต้นแบบมาจากเรื่อง Crossroads เต็มๆ ทั้งเริ่มต้นจนจบการดวลเหมือนกันเดี๊ยะเลย!...ฉากนี้มันยกร่องทั้งอารมณ์ของผู้แสดง และอารมฌ์ของเพลง ที่เป็นการต่อสู้กันระหว่าง “เฮฟวี่” ของ Steve Vai กับ “บลูส์” ของ Eugene   ที่ต้องซู๊ดปาก โดยเฉพาะมาดกวน Sonteen ของ Steve Vai ที่เหลือรับประทานจริงๆ...ว่ากันตามจริงแล้วลูก“สปีด”ที่เร็วและไหลลื่นเป็นลูกไฟ ทางของเพลงบลูส์ไม่ได้แอ้มเฮฟวี่หรอก แต่ในเรื่องเขาวางเค้าโครงให้พระเอกของเราเอาสไตล์กีตาร์คลาสสิคที่เรียนมา เข้ามาผสมกับทางบลูส์เป็นไม้ตายในท่าสุดท้าย แต่จะสอยเฮฟวี่ได้ร่วงหรือไม่ ไปตามดูก็แล้วกัน...มีผู้รู้บอกว่า เวลาบันทึกเสียงจริง ทั้งทางเฮฟวี่และทางบลูส์ผลมคลาสสิค เป็นฝีมือการเล่นของ Steve Vai ทั้งหมด...แหม!จะเอียงข้างอยู่ทาง Steve Vai มากไปหน่อยมั๊ง? เพราะเมื่อเปิดดูรายละเอียดในแผ่นปกซาวด์แทรคของหนังเรื่องนี้ ก็บอกอยู่โทนโท่ว่า เพลงประกอบและเล่นกีตาร์ทั้งหมดโดย Ry Cooder ยกเว้นเฉพาะเพลงในฉากที่ดวลกันแบบมันหยดติ๋งๆ มี Steve Vai เป็นแขกรับเชิญเข่ามาเล่นในบทของ Jack Butler

            ภาพและเสียงคมชัด เนื้อเรื่องราบเรียบแต่ก็ชวนติดตาม เพลงประกอบไพเราะ น่าหามาเก็บเอาไว้ เพราะแค่ฉากดวลกีตาร์ความยาวกว่า 15 นาทีก็คุ้มแล้ว...แผ่นที่มีซับไตเติ้ลเป็นภาษาไทย น่าจะหาได้ที่ CVD ส่วนแผ่นที่แนะนำนี้ เป็นแผ่นจากญี่ปุ่นมีซับฯภาษาอังกฤษกับญี่ปุ่น ซื้อมาจากห้างพันธุ์ทิพย์ สาขางามวงศ์วาน...แนะนำให้หามาดูกันครับ โดยเฉพาะกับ “คอบลูส์” รับรองว่าไม่ผิดหวัง

                                                               
                                                                                                                               

โดย พยัคฆ์ร้ายไวอากร้า   วันที่ 30-มีนาคม-2550

 
 
 
Copyright © 2006 CarAudioOnline.net. All rights reserved